🍪 เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
คุกกี้จำเป็นต่อการ login ความปลอดภัย และการคำนวณดวง · นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตอนที่ 11 ศิลปะแห่งความเงียบที่เฉียบคม
คุณอาจเคยถูกสอนว่าคนที่พูดเก่ง หรือมีวาทศิลป์เหนือกว่า คือคนที่ควบคุมสถานการณ์ได้ แต่จากมุมมองของผม ความจริงมันมีอะไรมากกว่านั้นมาก เพราะศาสตร์ทางจิตวิทยาและศิลปะการสื่อสารขั้นสูงกลับชี้ให้เห็นว่า ความเงียบต่างหากที่เป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังที่สุด หากคุณรู้จักใช้มันอย่างถูกจังหวะและมีคุณภาพครับ
ผมอยากให้คุณมองความเงียบใหม่ ไม่ใช่ในฐานะของความอ่อนแอหรือการยอมแพ้ แต่เป็นการแสดงออกถึงการควบคุมตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ คนที่สามารถนิ่งได้ในสถานการณ์ที่กดดัน ไม่รีบโต้ตอบ ไม่ปล่อยให้อารมณ์นำทาง คือคนที่มีอำนาจในตัวเองสูงมาก แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าความเงียบที่เราพูดถึง ไม่ใช่ความเงียบแบบอ้ำอึ้ง หรือเงียบเพราะคิดอะไรไม่ออกนะครับ
ความเงียบที่มีพลัง ต้องเป็นความเงียบที่มี ของอยู่ข้างใน ต่างหากครับ
ในความเป็นจริง ถ้าคุณเลือกจะนิ่ง แล้วอีกฝ่ายก็นิ่งกลับ บทสนทนาจะเข้าสู่พื้นที่ว่างทันที และถ้าคุณไม่มีอะไรอยู่ในหัว ไม่มีมุมมอง ไม่มีการวิเคราะห์ ความเงียบของคุณจะกลายเป็นจุดอ่อนทันที เพราะอีกฝ่ายจะเริ่มตั้งคำถามว่าคุณนิ่งเพราะไม่มีอะไรในหัวหรือเปล่า
ผมว่านี่แหละครับคือจุดตัดสำคัญ!! (จุดตัดระหว่างคนนิ่งเพราะเฉียบคมกับคนนิ่งเพราะสมองไม่มีอะไรในหัว)
ผมกำลังจะบอกว่า ความเงียบไม่ได้ทำให้คุณดูน่ากลัวโดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่ทำให้ความเงียบ มีอำนาจ คือสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมันต่างหาก
ลองสังเกตดูนะครับ เวลาที่ความเงียบเกิดขึ้นในบทสนทนา สัญชาตญาณของมนุษย์จะเริ่มทำงาน ความอึดอัดจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เพราะสมองไม่ชอบความไม่แน่นอน และพยายามจะเติมเต็มช่องว่างนั้นโดยเร็วที่สุด ในหลายกรณี อีกฝ่ายจะเริ่มพูดมากขึ้น อธิบายมากขึ้น หรือเผลอเปิดเผยข้อมูลบางอย่างออกมาโดยไม่ตั้งใจ
ถ้าคุณนิ่งอย่างมีสติคุณจะได้เปรียบตรงนี้ทันทีครับ
แต่คำว่า “อย่างมีสติ” หมายความว่า คุณกำลังคิด กำลังสังเกต และกำลังรอจังหวะ ไม่ใช่แค่นิ่งเฉยๆ นะครับ
ในขณะที่คุณไม่พูด คุณควรใช้เวลานั้นไปกับการอ่านเกมทั้งหมด สังเกตภาษากาย สีหน้า น้ำเสียง จังหวะการตอบสนองของอีกฝ่าย เพราะข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่พลาดไป เนื่องจากมัวแต่คิดว่าจะพูดอะไรต่อ
ผมมองว่าคนที่เก่งจริงในเรื่องการสื่อสาร ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่ “เข้าใจจังหวะ” มากที่สุด และความเงียบคือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณควบคุมจังหวะนั้นได้
อีกด้านหนึ่งที่สำคัญมากคือ ความเงียบช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคำพูดของคุณด้วยนะครับ
คนที่พูดตลอดเวลา แสดงความคิดเห็นทุกเรื่อง สุดท้ายคำพูดจะเริ่มเบาลง เพราะมันไม่มีช่วงเว้น ไม่มีแรงดึงดูด ไม่มีความคาดหวัง แต่คนที่พูดน้อย เลือกจังหวะ และปล่อยให้ความเงียบทำงาน ทุกครั้งที่เขาพูด คนจะฟังทันที เพราะมันมีน้ำหนัก (แต่พูดแล้วต้องคุณภาพและคมด้วยนะครับ)
อย่างไรก็ตาม จุดที่หลายคนพลาดคือ คิดว่าแค่เงียบก็พอ
แต่ความจริงคือ ไม่พอครับ
ถ้าคุณเงียบโดยไม่มีความคิดที่ชัดเจนอยู่ข้างใน คุณจะดูว่างเปล่า หรือไม่มีอะไร
ถ้าคุณเงียบโดยไม่สังเกตอะไรเลย คุณจะพลาดข้อมูลสำคัญ
และถ้าคุณเงียบแต่พูดออกมาแล้วไม่คม คุณจะเสียภาพลักษณ์ทันที
ดังนั้น ความเงียบที่ทรงพลัง ต้องมี 3 องค์ประกอบอยู่เบื้องหลังเสมอ
หนึ่ง คุณต้องคิดให้ชัด คุณกำลังวิเคราะห์อะไร คุณกำลังรออะไร
สอง คุณต้องสังเกตให้ลึก เก็บข้อมูลทุกอย่างที่อีกฝ่ายแสดงออก
สาม คุณต้องพูดให้คม เมื่อถึงเวลาที่คุณเลือกจะพูด (ความคม มันต้องึกทักษะการคิดวิเคราะห์หลายๆด้านครับ ไม่ได้มีกันง่ายๆ)
คนที่นิ่งแล้วดูน่ากลัว ไม่ใช่เพราะเขาไม่พูด แต่เพราะทุกคนรู้ว่า ถ้าเขาพูด มันต้องส่งผลอะไรบางอย่างครับ
ความเงียบในระดับนี้ เปรียบเหมือนการเล็งเป้า คุณไม่ได้เคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่คุณกำลังเตรียมการอยู่ตลอดเวลา และเมื่อคุณลงมือ มันจะตรงจุดและมีผลลัพธ์
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือความสม่ำเสมอของบุคลิกภาพครับ
ถ้าคุณเป็นคนที่พูดเยอะมาตลอด แล้วจู่ๆ มาเงียบ คนจะไม่เข้าใจและอาจไม่ให้ค่า แต่ถ้าคุณเป็นคนที่นิ่งเป็นพื้นฐาน พูดน้อยแต่มีน้ำหนัก คนจะเริ่มตีความความเงียบของคุณว่า เขากำลังคิดอะไรบางอย่าง และนั่นคือจุดที่แรงกดดันเริ่มเกิดขึ้นโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย
สุดท้ายแล้ว ผมอยากให้คุณเข้าใจแก่นของเรื่องนี้ให้ชัด ว่า ความเงียบไม่ใช่อาวุธหลัก แต่มันคือ ตัวขยายพลัง ครับ
ซึ่งถ้าข้างในคุณกลวงหรือไม่มีอะไรเลย ความเงียบจะขยายความกลวงหรือความไม่มีอะไร (ไม่ได้ทำให้คุณดูดีขึ้น)
แต่ในทางกลับกัน ถ้าข้างในคุณคมหรือเงียบแต่พูดแล้วคม ความเงียบจะขยายความคมนั้นให้ชัดขึ้นหลายเท่าครับ
ในโลกของการสื่อสาร คนที่เสียงดังที่สุดอาจถูกมองเห็นก่อน แต่คนที่เข้าใจจังหวะของความเงียบ และมีบางอย่างอยู่เบื้องหลังความนิ่งนั้น ต่างหากที่มักเป็นคนควบคุมเกมโดยที่คนอื่นไม่รู้ตัว
และเมื่อคุณฝึกจนถึงจุดหนึ่ง คุณจะเริ่มรู้เองครับว่า เมื่อไหร่ควรพูด เมื่อไหร่ควรนิ่ง และเมื่อไหร่ควรใช้ความเงียบเพื่อให้คำพูดของคุณดูทรงพลังที่สุด
ให้คะแนนบทความนี้
★ 4.6 จาก 18 โหวต