🍪 เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
คุกกี้จำเป็นต่อการ login ความปลอดภัย และการคำนวณดวง · นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตอนที่ 8 The Dark Triad ความรัก ความสัมพันธ์ และเกมจิตวิทยาที่อันตรายที่สุด
ผมเริ่มมองเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าพื้นที่ที่คนประเภทนี้แสดงอิทธิพลได้ลึกที่สุด ไม่ใช่แค่ในองค์กร สถานที่ หรือในสนามการเมือง แต่คือใน ความสัมพันธ์
เพราะความสัมพันธ์คือพื้นที่ที่มนุษย์ยอมลดเกราะป้องกันตัวเองลงมากที่สุด ..เมื่อเรารักใครสักคนจริง ๆ เราไม่ได้มองเขาแค่ด้วยเหตุผล เรามองผ่านความรู้สึก ความผูกพัน ความหวัง และความคาดหวัง เราเริ่มให้อภัยง่ายขึ้น เชื่อใจเร็วขึ้น และบางครั้งก็ยอมมองข้ามสัญญาณที่ควรจะทำให้เราหยุดคิด นี่แหละครับ มันคือจุดที่ทำให้ความรักเป็นทั้งสิ่งสวยงามและสิ่งอันตรายในเวลาเดียวกัน จากที่ผมสังเกต ผมจึงทราบว่า คนที่มีลักษณะของ Dark Triad จำนวนหนึ่ง มักเข้าใจ โครงสร้างทางอารมณ์ของความสัมพันธ์ ได้ลึกกว่าคนทั่วไป พวกเขาไม่ได้มองความสัมพันธ์เป็นเพียงการอยู่ด้วยกัน แต่บางครั้งมองมันเป็นระบบของอิทธิพล การตอบสนอง และการควบคุมทางอารมณ์ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในช่วงเริ่มต้นของความสัมพันธ์ คือความเร็วที่ผิดปกติ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป ความสนิทเกิดเร็ว ความไว้ใจเกิดเร็ว ความรู้สึกพิเศษเกิดเร็ว ราวกับว่าอีกฝ่าย ถูกออกแบบมาเพื่อเรา มีคำชมที่มากเกินปกติ มีความสนใจที่มากเกินปกติ มีการติดต่อที่สม่ำเสมอเกินปกติ และมีความรู้สึกเหมือนถูกเลือกอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งในช่วงนี้ หลายคนจะรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต แต่เมื่อผมมองลึกลงไป ผมเริ่มเข้าใจว่าความเร็วนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสมอไปนะครับ แต่มันคือการสร้างความผูกพันทางอารมณ์อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดการพึ่งพิงกันโดยที่อีกฝ่ายยังไม่มีเวลาพอจะประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ เมื่อความผูกพันเกิดขึ้นแล้ว รูปแบบความสัมพันธ์มักเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ จนแทบไม่รู้ตัว จากความใส่ใจ อาจเริ่มกลายเป็นความเฉยเมยเป็นบางช่วง จากความอบอุ่น อาจเริ่มมีความเย็นชาแทรกเข้ามา จากการชื่นชม อาจเริ่มมีการวิจารณ์ที่ทำให้อีกฝ่ายเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์แบบนี้ซับซ้อนมาก คือมันไม่ได้เลวร้ายตลอดเวลา แต่มีทั้งช่วงที่ดีมากและช่วงที่ทำให้สับสนมากปะปนกันไป ความไม่สม่ำเสมอนี้เองที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยยังคงอยู่ต่อ เพราะพวกเขากำลังยึดติดกับช่วงเวลาที่ดี และพยายามหาทางกลับไปยังจุดนั้นอีกครั้ง ในทางจิตวิทยา มนุษย์มีแนวโน้มจะยึดติดกับ รางวัลที่ไม่แน่นอน มากกว่ารางวัลที่คงที่ เมื่อบางครั้งเราได้รับความรัก ความสนใจ หรือการยอมรับอย่างเข้มข้น แต่บางครั้งกลับถูกเพิกเฉย สมองจะเริ่มเรียนรู้ว่าการพยายามต่อไปอาจนำไปสู่รางวัลที่ดีอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ทำให้บางความสัมพันธ์กลายเป็นวงจรที่ยากจะออกมา อีกสิ่งที่ผมเริ่มสังเกตได้คือ การค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตัวตนของอีกฝ่ายในความสัมพันธ์ หลายคนไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติในทันที แต่จะเริ่มรู้ตัวเมื่อเวลาผ่านไปนานพอ จากคนที่เคยมั่นใจในตัวเอง อาจเริ่มลังเลกับการตัดสินใจของตัวเอง จากคนที่เคยมีความคิดเห็นชัดเจน อาจเริ่มต้องคิดซ้ำหลายครั้งก่อนพูดอะไรออกไป จากคนที่เคยมีพื้นที่ส่วนตัว อาจเริ่มรู้สึกว่าต้องระวังทุกคำพูดและทุกการกระทำบางคนเริ่มรู้สึกผิดง่ายขึ้น แม้ในเรื่องที่ไม่ได้ผิดจริง บางคนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหาแทบทุกอย่างในความสัมพันธ์ และบางคนเริ่มสูญเสียความมั่นใจในมุมมองของตัวเองทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบที่รุนแรงทันที แต่มันค่อย ๆ สะสมเหมือนแรงดันที่เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ จนวันหนึ่งเราถึงเพิ่งรู้ว่าเรากำลังเปลี่ยนไปจากคนเดิมมากแค่ไหน ..ในมิติของ Narcissism ผมเห็นรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับความต้องการการยอมรับอย่างต่อเนื่อง คนที่มีลักษณะนี้มักต้องการการยืนยันคุณค่าของตัวเองจากอีกฝ่ายอยู่เสมอ ความสนใจ การชื่นชม และการให้ความสำคัญจึงกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในความสัมพันธ์ เมื่อไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้ พวกเขาอาจตอบสนองด้วยความโกรธ ความหงุดหงิด หรือการถอนตัวทางอารมณ์ ในขณะที่ Machiavellianism มักแสดงออกในรูปแบบที่เงียบกว่าและคำนวณมากกว่า ความสัมพันธ์อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการสถานการณ์ทางสังคม การสร้างภาพลักษณ์ หรือการควบคุมผลลัพธ์บางอย่างโดยไม่จำเป็นต้องใช้อารมณ์ที่รุนแรง ส่วน Psychopathy คือด้านที่หลายคนรู้สึกยากจะเข้าใจมากที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเย็นทางอารมณ์ในระดับลึก บางคนอาจเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ในเชิงตรรกะ แต่ไม่ได้มีการตอบสนองทางอารมณ์ที่สอดคล้องกัน ความเจ็บปวดของอีกฝ่ายอาจถูกมองเป็นข้อมูลมากกว่าประสบการณ์ร่วม และสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์กับคนบางประเภทเจ็บปวด ไม่ใช่แค่สิ่งที่เขาทำ แต่คือความไม่แน่ใจว่าความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงแรกนั้น จริง หรือไม่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจเริ่มย้อนกลับไปถามตัวเองว่า สิ่งที่เคยรู้สึกพิเศษนั้นเป็นความรักจริง ๆ หรือเป็นเพียงกลไกของการดึงดูดและการควบคุมทางอารมณ์ครับ และคำถามแบบนี้มักไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเหลืออยู่แล้วครับ แต่มันมีเพียงความรู้สึกที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป และระยะห่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างตัวเรากับตัวตนเดิมของเราเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผมพยายามย้ำกับตัวเองเสมอ คือการไม่สรุปมนุษย์จากกรอบแนวคิดเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ทุกคนที่มีความมั่นใจสูงจะเป็น Narcissist ไม่ใช่ทุกคนที่คิดเป็นระบบจะเป็น Machiavellian และไม่ใช่ทุกคนที่ดูเย็นชาจะขาดความรู้สึก มนุษย์มีความซับซ้อนเกินกว่าจะถูกลดทอนลงเป็นเพียงป้ายกำกับทางจิตวิทยา สิ่งที่สำคัญกว่า คือการมองเห็น รูปแบบที่เกิดซ้ำ(เห็นแพทเทิร์น) ในระยะยาวมากกว่าพฤติกรรมในช่วงสั้น ๆ ความสัมพันธ์ที่ดีอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่จะต้องไม่ทำให้เราสูญเสียตัวตนของตัวเองไปโดยไม่รู้สึกตัว มันอาจมีความขัดแย้ง มีความผิดพลาด และมีช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ แต่ไม่ควรทำให้เราต้องตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเองตลอดเวลา เพราะสุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดี ต้องไม่ทำให้เราเป็นคนอื่น แต่มันต้องทำให้เรารู้สึกว่าเรายังเป็นตัวเราได้อย่างเต็มที่ แม้จะอยู่กับใครอีกคนหนึ่งก็ตาม
ให้คะแนนบทความนี้
★ 4.7 จาก 26 โหวต