🍪 เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
คุกกี้จำเป็นต่อการ login ความปลอดภัย และการคำนวณดวง · นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตอนที่ 9 The Dark Triad วิธีที่คนพวกนี้ใช้ ควบคุมคน แบบเนียน ๆ
มนุษย์เรามักหวาดกลัวต่อสิ่งที่ก้าวร้าวรุนแรงเพราะมันเป็นภัยคุกคามที่มองเห็นได้ชัดเจนครับ ผมอยากจะบอกว่า กลไกการป้องกันตัวของเราจะทำงานทันทีเมื่อเจอการด่าทอ การปะทะ หรือการบังคับขู่เข็ญ แต่ในความเป็นจริงของความสัมพันธ์ สิ่งที่น่ากลัวและทำลายล้างจิตวิญญาณของคนได้รุนแรงที่สุดกลับไม่ใช่ความรุนแรงที่โจ่งแจ้งเหล่านั้น แต่มันคือความเนียนนั่นเอง เพราะการควบคุมที่ทรงประสิทธิภาพและอันตรายที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการยึดกุมอำนาจจากภายนอก แต่เกิดขึ้นผ่านการแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างของความคิด เช่นพวกอุดมการณ์ ชาตินิยม เสรีนิยมหรือหลักคิดใดๆ จนกระทั่งผู้ถูกแทรกซึมไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังถูกบงการ แต่ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องการเมืองนะครับ แต่ผมกำลังหมายถึงการถูกบงการโดยกลุ่ม Dark Triad ซึ่งหลายคนไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองเปลี่ยนไป จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อหันหลังกลับมามองตัวเองในกระจก แล้วพบว่าคนที่มีความมั่นใจ เด็ดขาด และมีตัวตนที่ชัดเจนในอดีตได้หายไปแล้ว เหลือเพียงคนที่เต็มไปด้วยความลังเล ไม่มั่นใจ และต้องคอยส่งสายตาขอการยืนยันจากอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งในเรื่องที่เล็กน้อยที่สุด นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนโฟกัสจากการศึกษาแค่บุคลิกภาพของคนกลุ่มดาร์กไทรแอด (Dark Triad) ซึ่งประกอบไปด้วยพฤติกรรมแบบ Machiavelli หรือนักวางแผนบงการ พฤติกรรมหลงตัวเอง และพฤติกรรมไร้ความเห็นอกเห็นใจ มาเป็นการชำแหละวิธีการและกลไกทางความสัมพันธ์แทน เพราะในโลกแห่งความจริง คนเหล่านี้ไม่ได้เดินมาพร้อมป้ายเตือนซ้ายขวาว่ากำลังจะเข้ามาครอบงำเรา แต่พวกเขาทำงานเหมือนน้ำที่ค่อยๆ เซาะหิน เงียบเชียบ ละเอียดอ่อน และสม่ำเสมอ จนโครงสร้างภายในของเราพังทลายลงไปเอง หากเราลองแกะรอยกลไกเหล่านี้ออกมาดู จะพบว่ามันประกอบด้วยฟันเฟืองทางจิตวิทยาที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบหลายประการ
ประการแรกคือการควบคุมผ่านอารมณ์ที่ไม่แน่นอน แทนที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่มีรูปแบบคงที่ ปลอดภัย และคาดเดาได้ คนประเภทนี้จะสร้างรถไฟเหาะทางอารมณ์ขึ้นมา พวกเขาจะสลับสับเปลี่ยนระหว่างช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตกับช่วงเวลาที่เย็นชาอย่างไร้เหตุผล วันนี้เขาอาจจะใส่ใจคุณอย่างลึกซึ้งราวกับคุณคือศูนย์กลางของจักรวาล แต่ในวันพรุ่งนี้เขากลับนิ่งเฉย ห่างเหิน หรือตอบสนองด้วยความว่างเปล่าโดยไม่มีชนวนเหตุที่ชัดเจน เมื่อเกิดภาวะสุญญากาศนี้ขึ้น สมองของมนุษย์ซึ่งเกลียดความไม่แน่นอนจะเริ่มทำงานหนักทันที สารเคมีในสมองจะสั่งให้เราเกิดความเครียด และผลักดันให้เราพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีตรงนั้น กลไกนี้ไม่ต่างอะไรกับการติดพนันในคาสิโน ความไม่รู้ว่ารางวัลจะออกเมื่อไหร่คือสิ่งที่ทำให้คนยอมควักเงินในกระเป๋าจ่ายไปเรื่อยๆ ในบริบทของความสัมพันธ์ ความไม่แน่นอนนี้จะเปลี่ยนความรักให้กลายเป็นการผูกติดทางอารมณ์ที่แกะไม่ออก โดยที่เราคิดว่าเรากำลังพยายามรักษาความสัมพันธ์ ทั้งที่จริงเรากำลังติดดักกลไกทางเคมีในสมองตัวเอง
ประการต่อมาคือการสั่นคลอนความจริงใจต่อตนเอง วิธีการที่ละเอียดอ่อนและเลือดเย็นที่สุดคือการทำให้คนคนหนึ่งเริ่มสงสัยในการรับรู้และสติปัญญาของตัวเอง พวกเขาจะไม่เดินมาตะโกนใส่หน้าว่าคุณโกหกหรือคุณจำผิดตรงๆ แต่จะเลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวลทว่าทิ่มแทงเข้าไปในความมั่นใจ เช่น คุณอาจจะคิดมากไปเองหรือเปล่า ผมไม่เคยพูดแบบนั้นนะคุณจำสลับกับคนอื่นไหม หรือคุณอ่อนไหวเกินไปจนเก็บทุกเรื่องมาคิดหรือเปล่า เมื่อคำพูดเหล่านี้ถูกป้อนซ้ำๆ ในสถานการณ์ที่หลากหลาย สมองที่ล้าจากการพยายามจับต้นชนปลายจะเริ่มยอมแพ้ เราจะหยุดเชื่อในความทรงจำของตัวเอง หยุดเชื่อในสัญชาตญาณ และในที่สุดเมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาการตีความของตัวเองได้ เราจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาการตีความของอีกฝ่ายเพื่อกำหนดว่าอะไรคือความจริง ความเป็นอิสระทางความคิดของเราจะถูกยึดครองโดยสมบูรณ์ในจุดนี้
นอกจากนี้ยังมีกลไกการให้รางวัลแบบเลือกเวลา ซึ่งทำงานสอดรับกับความไม่แน่นอนทางอารมณ์ คนประเภทนี้รู้ดีว่าการใจร้ายตลอดเวลาจะทำให้เหยื่อตื่นตัวและเดินจากไป ดังนั้นพวกเขาจึงใช้ความใจดีที่ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ พวกเขาจะหยิบยื่นความรัก ความอบอุ่น หรือคำชมเชยที่หอมหวานที่สุดให้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด นั่นคือหลังจากเกิดความขัดแย้งรุนแรง หรือในช่วงที่อีกฝ่ายเริ่มหมดแรงและกำลังจะถอยห่าง พฤติกรรมนี้ส่งสัญญาณหลอกๆ ให้สมองของเราเรียนรู้ว่า ถ้าเราอดทนมากพอ ถ้าเรายอมปรับตัวเข้าหาเขา ความรักและความสุขก็จะกลับมาข้ามคืน ผลลัพธ์คือเหยื่อจะติดอยู่ในวงจรอันโหดร้ายของการสร้างความหวังและการรอคอย ยอมทนกับความเจ็บปวดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อแลกกับความสุขเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ที่เขาโยนมาให้ชั่วครั้งชั่วคราว
อีกหนึ่งฟันเฟืองที่ทำงานได้อย่างทรงพลังคือการย้ายแกนความผิดอย่างแนบเนียน ในความสัมพันธ์ทั่วไปเมื่อเกิดปัญหา ความรับผิดชอบจะถูกแบ่งปันและแก้ไขร่วมกัน แต่ในกลไกของดาร์กไทรแอด แกนความรับผิดชอบจะถูกบิดเบือนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าเรื่องราวจะเริ่มต้นจากความผิดพลาดของใคร หรืออารมณ์ที่ฉุนเฉียวของฝั่งไหน สุดท้ายแล้วทิศทางของบทสนทนาจะถูกนำพาให้ไหลกลับมาลงเอยที่ความผิดของคุณเสมอ ถ้าเขาหงุดหงิดก็เป็นเพราะคุณพูดไม่เข้าหูหรือไม่รู้จักดูเวล่ำเวลา ถ้าเขาทำผิดพลาดก็เป็นเพราะคุณกดดันเขามากเกินไป หรือถ้าความสัมพันธ์ตึงเครียดก็เป็นเพราะคุณคิดมากและสร้างบรรยากาศที่ไม่ดี เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มนุษย์เราจะพัฒนากลไกป้องกันตัวที่เรียกว่าการปรับพฤติกรรมล่วงหน้า เราจะเริ่มคิดแทนเขา ตรวจสอบคำพูดตัวเองทุกคำ และยอมลดทอนตัวตนลงไปเรื่อยๆ เพียงเพื่อไม่ให้เกิดชนวนความขัดแย้ง โดยลืมไปว่าเรากำลังแบกรับน้ำหนักของอารมณ์คนสองคนไว้บนบ่าเพียงคนเดียว
สิ่งสุดท้ายที่หลายคนมองข้ามคือการใช้สายตาของสังคมเป็นเกราะกำบัง สิ่งที่ทำให้เหยื่อดิ้นหลุดได้ยากที่สุดคือการที่คนประเภทนี้มักจะเชี่ยวชาญการบริหารภาพลักษณ์ต่อสาธารณะเป็นอย่างยิ่ง ในสายตาของเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน หรือครอบครัว เขาอาจจะเป็นคนสุภาพ อบอุ่น มีน้ำใจ และเป็นคู่รักในอุดมคติที่ทุกคนอิจฉา ภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบนี้ทำหน้าที่เป็นสองแรงบวกที่ร้ายกาจ ด้านหนึ่งเมื่อคุณพยายามจะสื่อสารหรือระบายปัญหาให้คนอื่นฟัง สังคมรอบข้างมักจะไม่เชื่ออย่างเต็มที่ และมักจะตอบกลับมาด้วยประโยคที่ว่าเขาดูรักคุณจะตายคิดมากไปเองหรือเปล่า อีกด้านหนึ่งแรงสะท้อนจากคนรอบข้างจะย้อนกลับมาตอกย้ำความสงสัยในตัวเองของเหยื่อ จนเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์และคิดว่าหรือว่าปัญหาทั้งหมดมันอยู่ที่เราจริงๆ เพราะในสายตาคนอื่นเขาก็ดีขนาดนั้น เกราะกำบังทางสังคมนี้เองที่เป็นกำแพงล่องหนที่กักขังคนให้อยู่ในความสัมพันธ์ เพราะมันตัดขาดแรงสนับสนุนภายนอกออกไปทีละน้อย
เมื่อฟันเฟืองทุกตัวทำงานร่วมกันอย่างเงียบเชียบและสะสมผ่านวันเวลา โครงสร้างทางจิตวิทยาของมนุษย์คนหนึ่งก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของกระบวนการนี้ไม่ใช่การที่เขาเดินมาสั่งให้เราซ้ายหันขวาหัน แต่คือการที่เขาเจาะระบบเข้าไปจนสามารถทำให้เราเริ่มควบคุมและลงโทษตัวเองในแบบที่เขาต้องการ โดยที่เราคิดว่ามันคือทางเลือกและความคิดของเราเอง เราเหยียบเบรกให้ตัวเองล่วงหน้า เราปฏิเสธความต้องการของตัวเองก่อนที่เขาจะเอ่ยปาก และเราตบหน้าความมั่นใจของตัวเองทุกครั้งก่อนที่จะมีปากเสียง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีร่องรอยของความรุนแรงเชิงกายภาพ ไม่มีรอยช้ำ และไม่มีหยดเลือด นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงต้องมองเรื่องนี้ให้ทะลุปรุโปร่ง การรู้เท่าทันดาร์กไทรแอดไม่ใช่การไปชี้นิ้วตัดสินว่าใครมีบุคลิกภาพแบบไหน แต่มันคือการเข้าใจกลไกของเกม เพื่อที่เราจะได้ไม่เผลอเอาตัวเองเข้าไปเป็นเบี้ยในกระดานของใคร และสามารถรักษาอธิปไตยเหนือนึกคิดและจิตวิญญาณของตัวเองเอาไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ให้คะแนนบทความนี้
★ 4.5 จาก 21 โหวต